Backlink คืออะไร เลือกอย่างไรถึงเรียกว่าคุณภาพ บทความนี้มีคำตอบ !

Backlink คืออะไร ทำแล้วได้อะไร อันดับดีขึ้นจริงหรือไม่

Backlink คืออะไร เลือกอย่างไรถึงเรียกว่าคุณภาพ บทความนี้มีคำตอบ !

ถ้าจะพูดถึงเรื่อง SEO สิ่งแรก ๆ ที่คิดถึง ก็คงจะมีแต่เรื่อง Backlink ละนะ . .

แต่เชื่ออะไรไหม .. ปัจจุบันนี้ พอพูดถึงเรื่อง On-Page , Content Structure แทบจะไม่ค่อยมีใครเขาอยากฟัง ! มีแต่คนส่ายหัว

แต่พอบอกเรื่อง Off-page ทีไร เล่นทำเอาตื่นจาก ภวังค์ ทุ๊กที 55+ ( ประมาณแบบว่า .. โอ้โหพระเจ้า โอเค ฉันรออยู่ รีบจัดมา )

แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะการทำ Backlink ก็เป็นปัจจัยสำคัญหลัก ๆ ของการทำ SEO เลยก็ว่าได้ ..

เดี๊ยววันนี้จะจัดเต็มให้เลยว่า ที่จริงแล้ว Backlink คืออะไร มีความสำคัญอย่างไร เลือกอย่างไรถึงจะมีคุณภาพ

หากใครกำลังศึกษาเกี่ยวกับเรื่อง Backlink เพิ่มเติมอยู่ละก็ แนะนำให้อ่านบทความนี้ ให้จบนะเหมี๊ยว ! รับลองเก่งขึ้น 12.5 %

Backlink คืออะไร

เอาจริง ๆ พูดกันแบบง่าย ๆ Backlink ก็คือ การให้เครดิตนั่นเอง คล้าย ๆ เหมือนคนมาโหวตให้เว็บไซต์ของเรานั่นเอง

แต่ถ้าจะเอาแบบหลักการ Backlink คือ ลิงค์จากเว็บอื่นๆ ที่ชี้กลับมาที่เว็บไซต์ของเรา ซึ่งมันจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ เราเขียนบทความดีมากๆ จนเขาต้องให้เครดิตหรือแหล่งอ้างอิง กลับมาให้

ยกตัวอย่าง

Maewsom.com เขียนบทความ Backlink คืออะไร ได้ดีมาก ๆ จนใครก็ใคร ก็เอาข้อมูลไปเรียบเรียงใหม่ แล้วก็ ให้ Referring กลับมาเป็นต้น

Referring คือ การอ้างอิงถึง ประมาณว่า .. ขอบคุณข้อมูล Backlink จาก www.maewsom.com/backlinks/ เป็นต้น


Backlink มีความสำคัญอย่างไร

การทำ Backlink จะเข้ามาช่วยในเรื่องของ 2 ส่วนนี้ครับ

Rankking

การทำ Backlink จะมีผลโดยตรงต่อการจัดอันดับ 100 % เพราะ Google มองว่าการที่เราได้ Backlink หรือแหล่งอ้างอิงจากเว็บไซต์ใหญ่ ๆ หรือเป็นเว็บที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของเรา จะช่วยทำให้เรา มีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น

แต่การที่จะทำ Backlink ให้ได้ผลดี ก็ต้องดูสภาพโดยรวมของ เนื้อหาบทความเราด้วย ไม่งั้นต่อให้ Backlink ดีขนาดไหน ก็สู้ Content ที่มีประโยชน์ไม่ได้ !

https://ahrefs.com/blog/what-are-backlinks/

Referral traffic

อันนี้แน่นอนอยู่แล้ว ถ้าหากว่าเนื้อหาที่เราไปเพิ่มตามเว็บไซต์ต่างๆ เป็นเนื้อหาที่ดี มอบประสบการณ์ที่ดีให้กับคนอ่าน 
ก็มักจะมีโอกาสที่คนส่วนใหญ่จะกด Link เข้ามาเพื่ออ่านข้อมูลที่สนใจต่อ .. ( เพิ่ม Traffic )

แต่ปัจจุบันนี้ รู้สึกว่าจะมีน้อยรายมาก ๆ ที่จะทำ Contents ทางด้าน Off-page ให้มีคุณภาพ ส่วนมากจะทำเพื่อต้องการ Backlink เท่านั้น !
คนส่วนใหญ่ก็เลยไม่ค่อยกด Link เข้ามาอ่าน  ( อดได้ Traffic )

( อนาคต ตรงนี้นี่แหละ น่าจะเป็นทีเด็ดของการทำ Backlink เลยก็ว่าได้  )
ประมาณว่า Backlink ไหนที่ไม่มีคนคลิ๊กเลย เท่ากับ = ไม่มีประโยชน์ 

👉 เดาเอานะ

สรุป การทำ Backlink จะช่วยในเรื่องของการทำอันดับ และ ช่วยทำให้เว็บไซต์ มีทราฟฟิคเพิ่มขึ้นด้วยจากการเข้ามาผ่าน link เชื่อมโยง

แปะ Backlink ตรงไหนได้คะแนนมากที่สุด

อันนี้จากประสบการณ์เลยนะ แปะ ใน Content จะได้คะแนนมากที่สุด

  • ตำแหน่ง Content 90 คะแนน (นิยมมาก ๆ)
  • Widgets 30 คะแนน (ยังนิยม)
  • Footer 20 คะแนน (ไม่ค่อยนิยม)

    สรุป การทำ Backlink ใน Content จะได้คะแนนสูงสุด ส่วน ในตำแหน่ง Widgets กับ Footer ถึงแม้ว่าจะได้คะแนนน้อย

    แต่ถ้าใช้จำนวนเยอะๆ ก็สามารถทำให้ติดอันดับได้เช่นกัน ( อยู่ที่การพลิกแพลง ใครทำ SEO ได้ธรรมชาติที่สุด คือผู้ชนะ )

https://moz.com/

รูปแบบการทำ Backlink

รูปแบบการทำBacklink ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ต่อให้เปลี่ยนไปกี่ยุคก็ยังนิยมอยู่เสมอ ๆ

1.Naked Link Anchors = แบบ URL
>> https://www.maewsom.com/
2.Branded Anchors = ใส่แบรนด์
>> Maewsom
3.Exact Match Anchors = ใส่คีย์ตรงตัว
>> Backlink คืออะไร
4.LSI Anchors =
>> backlink seo คือ
5.Image Anchors  = อันนี้ไม่รู้อธิบายยังไง ให้นึกถึงแบนเนอร์แล้วกัน

เสริม ข้อ 4 – การจะทำให้ได้ประสิทธิภาพ จะต้องมี LSI Keywords อยู่ในบทความด้วยนะ
หรืออ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่ : https://papayiw.com/lsi-keywords-seo/

สัดส่วนของการทำ BACKLINK

จากประสบการณ์ ถ้าหากว่าเพื่อนๆ เจอบทความนี้ แสดงว่ามันได้ผล

  • Naked Link Anchors 40 %
  • Exact Match Anchors 20 %
  • LSI Anchors 15 %
  • Branded Anchors 15 %
  • Image Anchors 10 %

Backlink ที่ดีหน้าตาเป็นอย่างไร

กฏของการทำ Backlink ก็แสนจะง่ายเลย Backlink ที่ดี ! จะต้องมาจากเว็บที่เกี่ยวข้องกับเรา หรือเป็นเว็บไซต์ที่มีค่าคะแนนสูง ๆ รวมถึงเว็บที่ชี้มาจะต้องมีอันดับบน Google ด้วย

ส่วนมาก คนทำ SEO จะนิยมวัดค่าพวกนี้ผ่าน Seo tools ต่าง ๆ เอาจริง ๆ แล้วมันคล้าย ๆ กันหมดเปลี่ยนแค่ตัวแปร เล็กน้อย สมมุติ เจ้านี้ใช้ตัวแปร ”

UR DR อีกเจ้านึงก็จะใช้ TF CF เป็นต้น จุดประสงค์ก็คล้าย ๆ คือดูค่าคะแนนโดยรวมของเว็บไซต์ แต่ก็ไม่ต่างกันมาก ( อันนี้ขอยกมาแค่ Tools เดียวพอนะ เมื่อย ! )

URL Rating (UR) by ahrefs

Ahrefs วัดจากค่า URL Rating (UR) – Domain Rating (DR)

คำถาม ! ( ดูเพื่ออะไร ไอ่พวก UR – DR เนี่ย ) อันนี้ขอเล่าแบบให้เข้าใจแบบง่าย ๆ เลยก็แล้วกันนะ ยิ่งเราได้ Backlink หรือ เครดิตจากเว็บที่มีค่าคะแนนแบบนี้เยอะ ๆ

ก็จะทำให้เว็บไซต์ของเรา ได้รับความน่าเชื่อถือมากขึ้นในสายตา ของ Google นั่นเอง

ถ้าพูดในเรื่องของ ภาษา SEO ก็ประมาณว่า . .

เว็บเรามี Authority มีความน่าเชื่อถือ นั่นเอง

ซึ่งแน่นอน เมื่อวันนึงเรามีชื่อเสียง เวลาเราพูดอะไรออกไป ก็มีโอกาสที่คนจะเชื่อถือเรามากขึ้นถูกไหม นั่นแหละ Search engine ก็เหมือนกัน

แต่ก็มีข้อควรระวังเช่นกัน ❌

บางทีเว็บที่มีค่าพลังสูง ๆ อาจจะไม่ได้ดี เสมอไป เบื้องหลังเขาทำอะไรมา อาจจะมีการทำ black hat SEO หรือ Spam backlink ก็เป็นได้ ที่ทำให้ได้คะแนนสูง

: วาปเช็ค Backlink : https://neilpatel.com/backlinks/ ตัวนี้ค่อนข้างคุ้มค่า ตกเดือนละไม่กี่ร้อยเอง สามารถดู Backlink คู่แข่งของเราได้ด้วย แต่ถ้ามีงบเยอะหน่อยก็แนะนำ https://ahrefs.com ตัวเดียวอยู่

ในกรณีที่เช็คแล้ว เจอแต่ Backlink ที่ไม่เกี่ยวข้องกับ ธุรกิจของเขา หรือเป็น Backlink แนวสแปม หรือใช้โปรแกรมโพสเว็บบอร์ด

แนะนำว่าอย่าไปทำเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นการไปทำ Backlink เอง หรือว่าจะเป็นการ Paid backlink ก็ตามแต่ ถือว่าอันตราย มาก ๆ

ดังนั้น ก่อนจะซื้อ Backlink ควรวิเคราะห์ แหล่งที่มาอ้างอิงของเขาด้วย

👉 หมายถึงไปเช็ค Backlink เขาอีกที เพื่อความแน่ใจ

( แต่..ถ้าหา Backlink ดี ๆ ไม่ได้ ก็ไม่ต้องทำอยู่เฉย ๆ เอาเวลาไปพัฒนาบทความนะ )

หรือถ้าอยากหาความรู้ เกี่ยวกับ UR-DR เพิ่มเติมก็สามารถคลิ๊กไปที่ URL นี้ได้เลย = https://help.ahrefs.com/en/articles/72658-what-is-url-rating-ur


เว็บไซต์คุณภาพควรมีลักษณะอย่างไร

ก็อย่างว่าแหละ การที่เราจะไปทำ Backlink กับใครสักคน เราก็ต้องดู องค์ประกอบโดยรวมของเว็บนั้น ๆ ด้วย ถ้าเว็บเขามีโครงสร้างที่ดี มีความน่าเชื่อถือ ก็จะทำให้ Backlink ชี้มาหาเรามีความน่าเชื่อถือสูงไปด้วย

ซึ่งเว็บไซต์ที่ดี นั้นก็มีหลากหลายองค์ประกอบ

เอาจริง ๆ นะ เรื่องนี้ไม่ยากเลย วิธีง่าย ๆ

  • มีการวางโครงสร้างที่ดี Web structure มีการวางโครงสร้าง web structure ที่ดี เหมาะแก่การไต่ของ Google bot
  • มีการวาง Sitemap ที่ดี
  • ออกแบบ UX&UI ให้ใช้งานง่าย และแสดงผล เป็น Responsive รวมถึงความเร็วในการใช้งาน
  • มีข้อมูลที่มีประโยชน์ อัปเดทข้อมูลเสมอต้นเสมอปลาย
  • เว็บนั้น จะต้อง ทำSEO อย่างถูกต้อง มี Domain Authority อยู่ในระดับที่ดี ไม่อัดBacklink มากจนเกินไป


แต่ทว่า โลกใบนี้มันก็ไม่ได้สวยหรูอะไรขนาดนั้นหรอก มีส่วนน้อยมาก ๆ

ที่เว็บดี ๆ แบบข้อข้างบน หรือเว็บที่มีเนื้อหากับธุรกิจเรา จะมาให้เครดิตกันแบบฟรี ๆ

นอกจากว่า ! บทความที่เราเขียนนั้น มันดีเอามาก ๆ แต่ก็เป็นไปได้ยากอยู่ดี ที่เขาจะทำ Backlink ส่งมาให้ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้นักทำ SEO หรือเจ้าของเว็บ หันมาทำ Backlink กันเอง

ซึ่งการทำ Backlink เอง มันก็มีอยู่หลายวิธี ตั้งแต่การไปโพสเว็บบอร์ด การไปสร้าง Blog ฟรี! ให้เกี่ยวกับเนื้อหาของธุรกิจเรา แล้วก็ส่งลิ้งก์กลับมา อาทิเช่น
Blog.maewsom13.com ไปให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่อง Backlink คืออะไร แล้วก็อ้างอิงข้อมูลมาให้เว็บไซต์นี้นั่นเอง ( คล้าย ๆ หน้าม้า 🐴 )

ส่วนคนไหนมีทักษะ หรือมีงบหน่อยก็จะทำ Private Blog Network หรือที่เขาเรียกกันสั้นๆว่า PBN นั่นแหละ

ขยายความเกี่ยวกับ PBN เพิ่มเติมเพื่อความเข้าใจที่ตรงขึ้น

PBN คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร ทำอันดับได้จริงไหม !

PBN ถูกย่อมาจากคำว่า Private Blog Network ถ้าแปลกันแบบตรง ๆ ตัวก็คือ การทำเครือข่ายเว็บส่วนตัวนั่นเอง


PBN จุดประสงค์สร้างมาเพื่ออะไร ?

1.PBN สร้างมาเพื่อ ดันอันดับ ให้กับเว็บไซต์หลักของเรานั่นเอง ถ้าถามว่า PBN ทำอันดับได้จริงไหม ขอตอบว่าจริง แต่ก็มีบางคนเหมือนกันนะที่ทำแล้วไม่ได้ผล สุดท้ายเสียเงินฟรี !

ส่วนวิธีการสร้าง Private Blog Network แบบทำอันดับได้จริง ถ้าใครสนใจ ก็ลองคลิ๊กเข้ามาอ่านบทความนี้ดู มีวิธีสอนทำ PBN ด้วยนะ

อ่านเพิ่มเติม : ถอดรหัส Private Blog Network (PBN) มีข้อดี ข้อเสียอย่างไร อยากทำต้องรู้อะไรบ้าง บทความนี้มีคำตอบ !


ประเภทของ Backlinks มีแบบไหนบ้าง

1.Natural-Editorial : เป็น Backlink ที่ได้ด้วยวิธีธรรมชาติ ถือว่าเป็น Backlink ที่ดีมาก ๆ แต่ได้ยากมาก ๆ แต่ถ้าเราหมั่นพัฒนา Content ให้มีประโยชน์กับผู้ใช้บ่อย ๆ เหมี๊ยวเชื่อว่า สักวันนึงจะเป็นของเราอย่างแน่นอน

2.Manual Link Building : เป็น Backlink ที่เราตั้งใจทำ หรือ มีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของเรา วิธีนี้ จะซื้อ หรือจะไปหาเอาแบบฟรีก็ได้ วิธีนี้เขาเรียกกันว่า Outreach Content คือการเอาเนื้อหาบทความที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของเราไปกระจายตามเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือ

3.Non-Editorial : เป็นการทำ Backlink ที่ง่ายที่สุด พวก Spam backlinks ในที่ต่าง ๆ แต่ถ้าถามว่าได้ผลไหม ตอนนี้ก็ยังได้อยู่นะ ถือว่าเป็น Backlink ที่มีผล SEO น้อยมาก ๆ แต่ถ้าจะให้ได้ผล คือต้องใช้จำนวนที่มาก

วิธีนี้ไม่แนะนำ เพราะไม่ยั่งยืนนะ แต่ถ้าอยากทำ ก็ทำได้แล้วแต่เลย เพราะถ้าหยุด สุดแน่นอน


รูปแบบการทำ Backlink ที่ถูกนิยมนำเอามาใช้มากที่สุดในโลก

หลังจากรู้ ประเภทของ Backlink แล้วที่นี้ เรามาดูรูปแบบการวางBacklink กันบ้างดีกว่า

1.Domain Link คือ การที่เราสร้างลิงค์ด้วย Domain Name ของเว็บไซต์ หรือ URL ของเว็บไซต์ Backlink ประเภทนี้ ถือว่าเป็นการทำ ลิ้งก์แบบธรรมชาติมาก ๆ จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ มีคนเอาข้อมูลเว็บเราไปอ้างอิง ประมาณว่า >> ขอบคุณข้อมูลการทำ SEO จาก https://www.maewsom.com

2.Anchor Text Link คือ การสร้างลิงค์ด้วย Keyword หรือ ข้อความ ที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ หรือ Keyword ที่ต้องการทำอันดับ เช่น ผมสร้าง Anchor Text Link ด้วยคำว่า “ Backlink คืออะไร ” เป็นต้น

3. Image Link คือ เป็นการทำ Backlink แบบรูปภาพ หรือพูดง่าย ๆ ก็การติดแบนเนอร์ ตามเว็บต่าง ๆ นั่นเอง วิธีการทำ Backlink ประเภทนี้ ควรมีความเหมาะสม 5 – 15 % ของลิ้งก์ทั้งหมด ถ้ามากเกินไปจะส่งผลไม่ดีต่อเว็บไซต์

( การติด Backlink ประเภทรูปภาพ มีคะแนนน้อยมาก ๆ คนส่วนใหญ่จึงนิยมติดลิ้งก์ประเภทนี้ ในจำนวนมาก ๆ เคสนี้ส่วนมากจะเจอในกรณี สายเทา หรือ สายการพนัน )

ในกรณีที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็แนะนำให้ ติด Backlink เป็นประเภท NoFollow เดียวผมจะขอขยายความเพิ่มเล็กน้อย เกี่ยวกับคำว่า NoFollow ข้างล่างเนื้อหานี้นะ

Backlink มี 2 ประเภท

1.DoFollow เป็นประเภทลิ้งก์ แบบการส่งคะแนน ซึ่งถ้าเราได้ Backlink ประเภทนี้ จะมีผลต่อการทำอันดับทันที ซึ่งจะทำให้เว็บไซต์ของเรา มีความน่าเชื่อถือ ต่อสายตา Google เมื่อพอมีความน่าเชื่อถือ การทำอันดับก็จะง่ายขึ้น โพสอะไรนิด อะไรหน่อย ก็ติดอันดับสูงๆ ถ้าหากว่ายังนึกไม่ออก ผมให้นึกถึงพวก Kapook Sanook Pantip หรือเว็บข่าวใหญ่ ๆ

2.NoFollow เป็นลิ้งก์ ที่มีการส่งคะแนนน้อยมาก ๆ ( ตอนนี้ยังไม่มีผลอย่างแน่ชัดว่า ส่งหรือไม่ส่ง แต่ส่วนตัวคิดว่า มีผล แต่ไม่มาก ) ซึ่งการทำ Backlink จะเหมาะกับการ ไปติดแบนเนอร์กับเว็บที่มีจำนวนหน้าเพจแบบเยอะ ๆ Google จะได้ไม่มองเป็น Over backlink

คำสั่งที่เกี่ยวข้องกับ dofollow และ nofollow มีดังนี้

 rel=”dofollow”  เป็นคำสั่งสร้างลิงค์แบบ dofollow ใช้ร่วมกับแท็กคำสั่ง < a href=”https://www.maewsom.com ” title=” Backlink คืออะไร ” rel=”dofollow” >Backlink คืออะไร< /a>

rel=”nofollow”  เป็นคำสั่งสร้างลิงค์แบบ nofollow ใช้ร่วมกับแท็กคำสั่ง < a href=”https://www.maewsom.com ” title=” Backlink คืออะไร ” rel=”nofollow” >Backlink คืออะไร< /a>


Nofollow ใช้ในกรณีไหนบ้าง

Maewsom.com มีหน้าเพจหรือ หน้าบทความทั้งหมด 99,999 หน้า ในกรณีที่ มีคนมาขอติดแบนเนอร์ ในตำแหน่ง header footer widgets กับ Maewsom.com เพื่อหวังเอา Backlink หรืออะไรก็แล้วแต่ ก็จะได้ Backlink ไปทั้งหมด 99,999 Backlink เลย ถือว่าเป็นตัวเลขที่โหดเอามาก ๆ

ซึ่งถือว่ามันไม่มีความเป็นธรรมชาติเลย Google อาจจะลดความสำคัญ เว็บไซต์ของเราก็เป็นไปได้


วิธีทำBacklink ทำได้ด้วยวิธีไหนบ้าง

1.ไปโพสเว็บตามเว็บบอร์ด วิธีนี้ได้ผลจริงไหม ! คำตอบก็คือ ปัจจุบันวิธีนี้ยังคงใช้ได้อยู่ แต่ต้องทำในจำนวนที่มาก ๆ ถ้าเลิกทำหรือหยุดทำ อันดับก็จะตกทันที !

*สรุป สามารถทำอันดับได้ แต่ไม่ยั่งยืน ( ส่วนมากสมัยนี้เขาไม่โพสมือเองแล้ว หลัก ๆ จะใช้โปรแกรมโพสเว็บบอร์ดยิงเอา )

2.ไปสมัครตาม Blog ฟรีของไทย ปัจจุบันวิธีนี้ได้ผลดีมาก ๆ ถือว่ากำลังเป็นที่นิยมมาก ๆ สำหรับนักทำ SEO

*สรุป ข้อสองนี่แนะนำให้ทำ ในกรณีที่ Keyword ไม่ยากเท่าไร Backlink พวกนี้เอาอยู่ เพราะส่วนมากเว็บพวกนี้จะแรงเอามาก ๆ

  • แต่มันจะมีข้อเสียอยู่อย่างนึง ถ้าหากว่าเราโพสเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการขายมากเกินไป อาจจะโดนลบ User หรือ บทความก็ได้ ดังนั้นควรระวังเรื่องนี้ด้วย

3.ใช้เงินแก้ปัญหา
อันนี้เหมาะสำหรับคนที่มีเงิน วิธีนี้ใช้กันมานานแล้ว และเป็นวิธีที่ได้ผลที่สุด เหตุผลเพราะ เราสามารถเลือก เว็บที่จะให้เครดิต หรือ Backlink ของเราได้นั่นเอง

*สรุป ข้อนี้คือการใช้เงินแก้ปัญหานั่นเองครับ เป็นการหาเว็บไซต์ที่ใกล้เคียงกับธุรกิจของเรา มาโหวตเพิ่มคะแนนให้เรา

( เป็นวิธีที่สร้าง Authority site ได้เร็วที่สุด )

Authority Site ซึ่งหมายถึง ไซต์ที่มีอำนาจ ไซต์ที่ทรงอิทธิพล ในกลุ่ม “คำค้นหานั้น ๆ ( พูดง่ายๆ ถ้าพูดถึง เว็บไซต์ที่ค้นหาข้อมูล ที่ดีที่สุดในโลก คือใคร พวกเรานึกถึง แบรนด์ อะไรประมาณนั้น )


วิธีเช็ค Backlink คู่แข่ง

ซึ่งสามารถเช็คได้จาก Tools seo ที่กำลังได้รับความนิยมอย่าง

แต่ถ้าถามว่าตัวไหนดีที่สุด อันนี้ ตอบไม่ได้ .. แต่ขออธิบายเป็นแบบนี้แล้วกัน ..

วิธีเลือก Backlink ที่ดีแบบคร่าว ๆ

1.ให้ดูจากค่า Domain rating

2.ให้ดูว่า Backlink กับ Referring domain มันเหมาะสมกันหรือไม่ ถ้า Referring domain น้อย แต่มี Backlink เป็นล้านแบบนี้ก็ไม่ไหว แสดงถึงความไม่เป็นธรรมชาติ

ตรวจเช็ค Anchor text ที่วิ่งเข้ามาสู่เว็บไซต์ ที่เราจะทำ Backlink ว่ามีสิ่งแปลกปลอม หรือว่า เขาจงใจทำ SEO ขนาดไหน ในกรณีที่ Over seo จนเกินไป แนะนำให้หลีกเลี่ยง

Ahrefs

โปรแกรมนี้ จะถนัดด้านการแกะ Backlink การวิเคราะห์ อันดับของคู่แข่ง เทียบกันเป็นกราฟต่อกราฟเลย แต่ข้อเสียก็คือ ราคาค่อนข้างที่จะแพงเอามาก ๆ เหมาะสำหรับ องค์กรใหญ่ หรือ นักทำ SEO มืออาชีพ

Ubersuggest

ส่วนในเรื่องของ Ubersuggest อันนี้ เหมาะสำหรับการ แกะ Backlink + Research keywords เป็นหลัก Tools ตัวนี้จะได้ longtail keyword เยอะมาก ๆ ส่วนตัวถ้าเป็นมือใหม่ แนะนำเลยตัวนี้ ราคาไม่แพง พอรับได้

Majestic

ตัวนี้ส่วนมาก นิยมเอามาใช้ร่วมกันกับ Ahrefs ซึ่งสองโปรแกรมนี้ มีอะไรคล้ายกันมาก ๆ แต่จากเท่าที่ลองใช้ แต่ละโปรแกรมจะมีจุดบอดของกันละกัน บางที Majestic แกะ Backlink ไม่เจอ แต่ Ahrefs หาเจอ ส่วนมากใช้พึ่งพากันและกัน ตัว Majestic ถ้าใช้เช็ค Domain เอามาทำ PBN ถือว่าดี เพราะสามารถดูหมวดหมู่ใกล้เคียง หรือ ตรงกับเว็บไซต์เราได้

Q&A คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Backlink

Backlink คืออะไร

เอาจริง ๆ พูดกันแบบง่าย ๆ Backlink ก็คือ การให้เครดิตนั่นเอง คล้าย ๆ เหมือนคนมาโหวตให้เว็บไซต์ของเรานั่นเอง
แต่ถ้าจะเอาแบบหลักการ Backlink คือ ลิงค์จากเว็บอื่นๆ ที่ชี้กลับมาที่เว็บไซต์ของเรา ซึ่งมันจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ เราเขียนบทความดีมากๆ จนเขาต้องให้เครดิตหรือแหล่งอ้างอิง กลับมาให้

Backlink สำคัญอย่างไร

การทำ Backlink ถือว่าเป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการทำอันดับบน Search engine ซึ่งจะทำให้คะแนนเว็บเราสูงขึ้น จนทำให้ Google มองเห็นว่าเว็บไซต์ของเราเป็นเว็บที่มีคุณภาพ

Backlink ที่ดีควรเช็คจากที่ไหน

Backlink ที่ดีควรเช็คจากโปรแกรมระดับชั้นนำ เพราะของแบบนี้ ถ้าไม่มีเครื่องมือ ถือว่าดูอะไรไม่ได้เลย ส่วนโปรแกรมที่แนะนำก็มีดังนี้ Ahrefs , Ubersuggest ,Majestic

วิธีเลือก Backlink ที่ดีแบบคร่าว ๆ

1.ให้ดูจากค่า Domain rating

2.ให้ดูว่า Backlink กับ Referring domain มันเหมาะสมกันหรือไม่ ถ้า Referring domain น้อย แต่มี Backlink เป็นล้านแบบนี้ก็ไม่ไหว แสดงถึงความไม่เป็นธรรมชาติ
ตรวจเช็ค Anchor text ที่วิ่งเข้ามาสู่เว็บไซต์ ที่เราจะทำ Backlink ว่ามีสิ่งแปลกปลอม หรือว่า เขาจงใจทำ SEO ขนาดไหน ในกรณีที่ Over seo จนเกินไป แนะนำให้หลีกเลี่ยง

เป็นอย่างไรบ้างครับ สำหรับความรู้ในวันนี้ ทีนี้ก็ได้รู้กันแล้วนะว่า Backlink คืออะไร มีความสำคัญอย่างไร เลือกแบบไหนถึงจะดี เดียววันไหนว่าง ๆ จะมาอัพเดทให้อ่านต่อเรื่อย ๆ สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดี เมี๊ยว ๆ

No Comments

Post A Comment